วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

พระชัยวัฒน์

พระชัยวัฒน์ หรือ พระชัย หรือ พระไชย ได้มีปรากฏ ในพระราชพงศาวดารสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่ในรัชสมัยของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเจ้า ว่าเป็นตำรับการสร้างของสมเด็จพระพนรัตน์ วัดป่าแก้ว ( และ สมเด็จ ฯ ท่านยังเป็นผู้รจนาพระคาถาพาหุงมหากา ถวาย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ให้ได้ทรงสวดสาธยายเป็นประจำ จนมีชัยชนะในการศึกมาตลอด ) โดยมีนัยยะ ว่า

" ปราบมาร ได้ชัยชนะ " ด้วยแต่เดิมมีความมุ่งหมายที่จะอัญเชิญ ไปในการเสด็จออกพระราชสงคราม ก็ได้มีการอัญเชิญให้ประดิษฐานทั้งทางเรือ และบนหลังช้าง ในยามที่ กองทัพออกศึกสงคราม
ต่อมาจึงมีการอัญเชิญพระชัยวัฒน์ มาในงานพระราชพิธีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา พระราชพิธีโสกันต์ ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ จึงได้มีการสร้างพระชัยประจำรัชกาลต่าง ๆ และได้มีการอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ในพระบรมมหาราชวัง พระชัยวัฒน์ที่สร้างกันในภายหลัง ส่วนใหญ่จะนิยมสร้างให้มีขนาดเล็กกว่าพระกริ่ง โดยจะนิยมสร้างคู่กันกับพระกริ่ง เพื่อให้ผู้หญิง และ เด็ก ได้ห้อยบูชาได้ อีกประการหนึ่งก็เพื่อเป็นนัยยะแห่งชัยชนะ เพื่อเป็นขวัญ และ กำลังใจแก่ผู้บูชา

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

พระกริ่ง

พระกริ่ง คือจักรพรรดิแห่งพระหล่อโลหะ เป็นองค์แทนของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ตามความเชื่อของพุทธศาสนิกชนฝ่ายมหายาน ที่เชื่อกันว่า อานิสงส์ของการบูชาพระกริ่งพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าดังนี้

" ผู้ใดก็ดี ได้บูชาพระองค์ด้วยความเคารพเลื่อมใสแล้ว ก็จักเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปราศจากภัยบีฑา ไม่ฝันร้าย ศาสตราวุธ สัตว์ร้าย โจรภัย ยาพิษทั้งปวง ทำอันตรายมิได้ "

ความนับถือองค์พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า(พระกริ่ง ) ได้เริ่มต้นจาก จีน ธิเบต และได้ถูกเผยแพร่ ผ่านมายังญี่ปุ่น เกาหลี ไทย เวียดนาม และ เขมร ตามเส้นทางการเผยแพร่พุทธศาสนานิกายมหายาน
ในพุทธศตวรรษที่ ๑๗ ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ จึงได้เริ่มมีการสร้างพระกริ่งปทุมของเขมรขึ้น ซึ่งกรรมวิธีและพิธีการในการสร้างพระกริ่งนั้น จัดเป็นการผสมผสาน เอา สุดยอดแห่งศาสตร์และศิลป์ ของไสยเวทย์ และ พุทธาคมเข้าด้วยกัน ,โดยจะต้องเริ่มต้นจากการจัดเตรียมมวลสารโลหะ ที่จะต้องนำมาลงยันต์ ๑๐๘ และ ปถมัง ๑๔ นะ แล้วจึงนำมาหลอม แล้วรีด จึงนำมาลงยันต์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภายใต้ฤกษ์ยามที่ได้ถูกคำนวนไว้อย่างเคร่งครัดในการหล่อและพิธีพุทธาภิเษกพระกริ่ง และยังต้องปั้นหุ่นและเตรียมเม็ดกริ่ง ในองค์พระกริ่ง ซึ่งในกาลต่อมาเมื่อสืบทอดมาถึงท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระสังฆราช(แพ) ท่านได้รับสั่งว่า "กริ่ง" มาจากคำบาลี "กึ กุสโล " แปลว่าดับสนิทถึงพระนิพพาน นั้นเอง เพื่อเป็น สัญลักษณ์ แห่งพุทธภาวะ อันมีคุณลักษณะ อนาทิ จึงได้ทำเป็นเม็ดโลหะกลมบรรจุไว้ภายในองค์พระกริ่ง เมื่อเขย่าองค์พระได้ยินเสียงกริ่ง ก็จะเป็นกุศโลบายให้เจริญจิตอันเป็นสมาธิ ให้เข้าถึงพระนิพพาน และ อีกนัยหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงกริ่ง ก็เท่ากับได้สดับพระนามของพระองค์ เพื่อยังความสวัสดีให้กับผู้ได้ฟังเสียงนั้น

พระคาถามหาธารณี (บูชาพระกริ่ง )
นะโม ภะคะวะเต ไภษัชยะคุรุ ไวฑูรยะประภาราชายะ ตะถาคะตะยาระทะเต สัมยาสัม พุทธายะ โอมไภเษชเย ไภเษชยะ สะมุรคะเต สวาหะ

ในหมวดนี้ จึงได้รวบรวมพระกริ่งทั้งพระกริ่งจีน , พระกริ่งไทย , พระกริ่งธิเบต , พระกริ่งเขมร มาเพื่อการศึกษาและสะสมของท่านผู้สนใจ (สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในส่วนของบทความ )

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

พระบูชา

พระบูชาที่มีขนาดหน้าตักเกิน ๑ นิ้วขึ้นไป มีทั้งพระบูชาไทย , พระบูชาจีน ,พระปิดตาบูชา , พระสังกัจจายน์บูชา , พระอุปคุต , พระโพธิสัตว์และเทพเจ้าต่าง ๆ เช่น เจ้าแม่กวนอิม , ไฉ่ซิงเอี้ย ,พระพิฆเนศวร์บูชา , พระยูไล ทั้งเก่าและใหม่ และยังมีทั้งเนื้อไม้ แกะสลัก ,เนื้อโลหะ , หินแกะสลัก และ อัญมณีแกะสลักเป็นทั้งพระสิงห์ ๑ , พระสังกัจจายน์ เป็นต้น .

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

สวัสดีครับ

เราเป็นรสชาติของน้ำ
เราเป็นแสงสว่างแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
เราเป็นคำว่า " โอม " แห่งพระเวททั้งปวง
เราเป็นเสียงในอากาศ
เราเป็นความเป็นคนในคน

(จาก ภควัทคีตา คัมภีร์แห่งผู้ยิ่งใหญ่ โดย
พระอาจารย์ อำนาจ สีลคุโณ แปล )

ยินดีต้อนรับมิตรสหายพี่ ๆ น้อง ๆ ทุกท่าน ที่มีความยินดีปรีดาที่จะมาร่วมกันศึกษา และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ในเรื่องราวของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัตถุมงคล พระเครื่อง เครื่องรางของขลัง ตะกรุด ของคณาจารย์ผู้เรืองเวทย์และทรงคุณงามความดีที่ท่านได้สร้างขึ้นด้วยความเข้มขลังแห่งพุทธมนต์อันบริสุทธิ์และคงความศักดิ์สิทธิ์ผ่านยุคสมัยต่าง ๆ ที่มีทั้งยามเจริญรุ่งเรืองและยามศึกสงคราม อันนำมาซึ่งยุคทองและยุคเสื่อมของบ้านเมือง อันเป็นไปตามวัฒจักรของทางโลก ซึ่งท่านได้ใช้เวลาและความเพียรพยายามอดทนฝึกฝนทางจิตอย่างยิ่งยวดในการศึกษาเล่าเรียน และถ่ายทอดวิชากันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งจะต้องมีการรวบรวมวิชาจากหลายแขนงมารวมเข้าเป็นวัตถุมงคลแต่ละชิ้น ในพระเครื่องแต่ละองค์ หรือ ตะกรุดแต่ละดอก กว่าจะสร้างขึ้นมาได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในนั้นมีทั้งร่องรอยของประวัติศาสตร์ ศิลปะอันเป็นเอกลักษณ์แห่งยุคสมัย ความยากลำบากในการรวบรวมมวลสารศักดิ์สิทธิ์ ขั้นตอนของการดั้นด้นไปฝากเนื้อฝากตัวกับคณาจารย์ต่าง ๆ เพื่อจะขอเรียนวิชาจากท่าน กาลเวลาและความยากลำบากที่ต้องใช้ในการฝึกฝนตนเอง พิธีกรรมที่ต้องตระเตรียม รวมไปทั้งฤกษ์ผานาทีที่ต้องใช้โหราศาสตร์ ในการคำนวน วัตถุประสงค์ในการสร้าง เพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหาไว้ป้องกันตัวในยามศึกสงคราม หรือ เพื่อระดมทุนในการสร้างวัดเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา แม้แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้ว ถ้าเป็นพระเครื่องก็อาจมีการบรรจุกรุไว้ให้คนได้กราบไหว้ บูชา จนเวลาผ่านไปหลายร้อยหลายพันปี จึงมีการค้นพบ ก็จะมีเรื่องของคราบกรุต่างๆ ที่ต้องใช้การพิสูจน์หลักฐานเข้ามาร่วมพิจารณา ถ้าเป็นตะกรุด ก็จะมีการนำมาถักเชือกเส้นใยธรรมชาติเป็นลวดลายอันปราณีตวิจิตร แล้วนำไปจุ่มรัก ปิดทอง ล่องชาด เพื่อเป็นการรักษาตะกรุดไว้ให้อยู่ในสภาพดี ตกทอดมาให้ลูกหลานได้บูชา ซึ่งแต่ละสำนัก แต่ละคณาจารย์ก็จะมีเอกลักษณ์ของตัวเอง เมื่อมาศึกษาให้ลึกซึ้งก็จะยิ่งสนุก ที่จะได้ค้นคว้าหาความจริง ว่า พระเครื่ององค์นี้ หรือตะกรุดดอกนี้ แท้ หรือ เก๊ และเป็นของสำนักไหน อายุประมาณเท่าไหร่ พุทธคุณ โดดเด่นในด้านไหน รวมทั้งความสนุกสนานที่จะได้พบปะพูดคุยกับเพื่อน ๆ ที่ชอบเหมือน ๆ กัน

จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เพื่อน ๆ ที่ได้เข้ามาอ่าน จะได้รับประโยชน์ตามสมควร