พระสิงห์ หรือ พระพุทธสิหิงค์ คือพระพุทธรูปปางมารวิชัย ที่ได้มีปรากฏบันทึกไว้ในชินกาลมาลีปกรณ์ ว่าได้สร้างขึ้นตามคติของพุทธศาสนา แบบเถรวาทสายลังกาวงศ์ ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๗๐๐ โดยพระเจ้าสีฬหะ แห่งลังกาทวีป โดยได้ร่วมพระทัยพร้อมกับพระอรหันต์ ด้วยหมายจะให้ได้พุทธลักษณะที่ตรงกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริง ๆ ถึงกับต้องอัญเชิญพญานาคที่เคยพบพระพุทธเจ้า มาแปลงร่างให้ดูเป็นต้นแบบในการปั้นหุ่นในครั้งนั้น องค์พระพุทธสิหิงค์ที่สร้างขึ้นมีพุทธลักษณะที่งดงามมาก เป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาปสาทะแก่ผู้ที่ได้พบเห็นให้ได้บังเกิดความเลื่อมใสเคารพบูชา จนพระโพธิรังสี ผู้รจนาตำนานพระพุทธสิหิงค์ ถึงกับได้กล่าวไว้ว่า
" พระพุทธสิหิงค์ประดิษฐานอยู่ ณ ที่ใด ก็เหมือนพระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ ที่นั้น "
" พระพุทธสิหิงค์เมื่อประดิษฐานอยู่ ณ ที่ใด ย่อมทรงทำให้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองดั่งดวงประทีปชัชวาล เหมือนหนึ่งว่าพระพุทธเจ้า ยังทรงพระชนม์ชีพ "
" พระพุทธสิหิงค์หามีชีวิตได้ก็จริง แต่มีอิทธานุภาพ ด้วยเหตุสามประการคือ ศาสนะพละของพระพุทธเจ้า , อธิษฐานพละ ของพระอรหันต์ และ อธิษฐานพละ ของพระเจ้าลังกา "
ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ พระพุทธสิหิงค์ก็ได้ถูกอัญเชิญมาพร้อมกับพระไตรปิฏกจากลังกา โดยกษัตริย์ผู้ครองนครศรีธรรมราช และก็ได้อัญเชิญไปประดิษฐานที่กรุงสุโขทัย , กรุงศรีอยุธยา , กำแพงเพชร , เชียงราย , เชียงใหม่ ตามลำดับ จนมาถึงในรัชสมัยของพระไชยเชษฐาธิราช ซึ่งทรงเป็นกษัตริย์ล้านนาที่มีพระราชภาระกิจในการไปปกครองล้านช้าง จึงได้อัญเชิญจากเชียงใหม่ไปประดิษฐาน ณ ล้านช้าง ( หลวงพระบาง ) ด้วย ต่อมาในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์ จึงได้อัญเชิญเสด็จกลับมาประดิษฐาน ณ กรุงศรีอยุธยา ในวัดพระศรีสรรเพชญ จนเมื่อครั้งเสียกรุง จึงได้ถูกพม่าอัญเชิญมาไว้ที่เชียงใหม่อีกครั้ง จนล่วงเลยมาถึงในรัชสมัยของรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาทได้โปรดให้อัญเชิญมาประดิษฐานที่พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ในกรุงรัตนโกสินทร์
ปัจจุบัน พระพุทธสิหิงค์พระองค์นี้ ประดิษฐานอยู่ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร โดยในวันสงกรานต์ของทุกปี ได้มีการอัญเชิญเสด็จออกมาให้ประชาชนได้เคารพบูชาและสรงน้ำตามประเพณีเพื่อความเป็นศิริมงคล
ด้วยพุทธลักษณะอันงดงามจนยากที่จะหาพระพุทธรูปองค์อื่น มาเทียบเทียม เว้นเสียแต่พระพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก
และความศรัทธาในพุทธานุภาพ จนพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ได้บันทึกไว้ว่า
" ผู้ใดมีความทุกข์ร้อนในใจ ท้อถอยหมดมานะด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ถ้าได้มาจุดธูปเทียนบูชา และ นั่งนิ่ง ๆ มององค์พระสัก ๑๐ นาที ความทุกข์ร้อนในใจจะหายไป ดวงจิตที่เหี่ยวแห้งจะกลับมาสดชื่น หัวใจที่ท้อถอยหมดมานะ จะกลับเข้มแข็งมีความมานะพยายาม ดวงจิตที่หวาดกลัวจะกลับกล้าหาญ ดวงจิตที่เกียจคร้านจะกลับขยัน ผู้ที่หมดหวังจะกลับมีความหวัง "
คาถาบูชาพระพุทธสิหิงค์
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
(นำ) หันทะ มะยัง พุทธะปะสังสา คาถาโย พุทธะสิงหิงโค นามะ.........ภะณามะ เส.
(รับ) อิติ ปะวะระสิหิงโค อุตตะมะยะโสปิ เตโช.........ยัตถะ กัตถะ จิตโตโส สักกาโร อุปาโท.........สะกาละพุทธะสาสะนัง โชตะยันโตวะ ทีโป.........สุระนะเรหิ มะหิโต ธะระมาโนวะ พุทโธติ.